Tag: คำพังเพยไทย ม.
-

รู้จักคำพังเพยมีเมียผิดคิดจนตัวตาย ที่มาและความหมาย
คำพังเพยไทยหมวดหมู่ ม. มีเมียผิดคิดจนตัวตาย มีเมียผิดคิดจนตัวตาย หมายถึง คำพังเพย “มีเมียผิดคิดจนตัวตาย” หมายถึง การเลือกคู่ครองหรือเลือกภรรยาผิดพลาด จะนำความเดือดร้อน ความทุกข์ใจ หรือความหายนะมาสู่ชีวิตไปจนกว่าจะตายจากกัน หรือต้องทนทุกข์ทรมานไปตลอดชีวิต เพราะภรรยาคือคนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเกือบตลอดเวลา เปรียบเสมือนการตัดสินใจครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบระยะยาว หากได้คู่ชีวิตที่ไม่ส่งเสริมกัน หรือมีนิสัยที่เป็นโทษต่อครอบครัว ก็เปรียบเหมือนมีชนักติดหลังที่คอยถ่วงความเจริญและทำลายความสุขไปจนวันสุดท้าย กล่าวคือ “การเลือกคู่ครองผิดคน ซึ่งจะส่งผลร้ายแรงต่อชีวิต ทำให้ต้องเสียใจ, ลำบาก, หรือเดือดร้อนไปตลอดชีวิต” นั่นเอง ที่มาของคำพังเพย มาจากการเปรียบเทียบกับคำพังเพยเต็มในอดีตที่ว่า “ตัดผมผิดคิดเจ็ดวันหาย ปลูกเรือนผิดคิดจนเรือนทลาย มีเมียผิดคิดจนตัวตาย” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบรรทัดฐานและการให้ความสำคัญกับการตัดสินใจในเรื่องใหญ่ ๆ ของชีวิตคนสมัยก่อน โดยแบ่งการเปรียบเทียบออกเป็นสองระดับ ดังนี้ครับ: หากได้ภรรยาที่ไม่ดี เช่น ไม่รู้จักเก็บออม ขี้เกียจ ปากร้าย หรือสร้างแต่ปัญหาให้เดือดร้อน นอกจากจะทำให้ทรัพย์สินวิบัติแล้ว ยังทำให้ความสุขในใจหายไปอย่างสิ้นเชิง และด้วยค่านิยมสมัยก่อนที่เน้นการอยู่ด้วยกันจนกว่าจะตายจากกัน (ไม่นิยมการหย่าร้าง) การเลือกผิดจึงหมายถึงการก้มหน้ายอมรับชะตากรรมที่เลวร้ายไปตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ คำพังเพยนี้จึงเป็นคำเตือนสติให้ผู้ชายพิจารณาเลือกคู่ชีวิตอย่างรอบคอบ ไม่เพียงแต่มองเพียงความสวยงามภายนอก แต่ต้องดูถึงนิสัยใจคอและกิริยามารยาท เพราะนี่คือการตัดสินใจที่ส่งผลต่อ “ลมหายใจที่เหลืออยู่” ทั้งหมดนั่นเอง ตัวอย่างการใช้คำพังเพย
-

รู้จักคำพังเพยมือไม่พาย เอาเท้าราน้ำ ที่มาและความหมาย
คำพังเพยไทยหมวดหมู่ ม. มือไม่พาย เอาเท้าราน้ำ มือไม่พาย เอาเท้าราน้ำ หมายถึง คำพังเพย “มือไม่พาย เอาเท้าราน้ำ” หมายถึง คนที่ไม่ยอมช่วยทำหน้าที่หรือช่วยทำงานส่วนรวม แต่กลับทำพฤติกรรมขัดขวาง ทำให้การทำงานนั้นลำบากหรือล่าช้าลงกว่าเดิม เปรียบเสมือนการนั่งอยู่บนเรือลำเดียวกัน แทนที่จะช่วยใช้ไม้พายช่วยกันจ้ำให้เรือแล่นไปข้างหน้า กลับนั่งอยู่เฉย ๆ แล้วยังเอาเท้าลงไปรา (แกว่ง) ในน้ำ ซึ่งจะสร้างแรงต้านทำให้เรือแล่นช้าลงและคนพายคนอื่นต้องเหนื่อยมากขึ้น กล่าวคือ “ไม่ช่วยทำงานแล้วยังขัดขวางการทำงานของผู้อื่น” นั่นเอง ที่มาของคำพังเพย มาจากการเปรียบเทียบวิถีชีวิตของคนไทยในสมัยก่อนที่ผูกพันกับการเดินทางทางน้ำเป็นหลัก โดยเฉพาะการนั่งเรือพายลำเดียวกันเพื่อไปยังจุดหมาย ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปค้าขายหรือการไปทำบุญ การที่เรือจะเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพนั้น ทุกคนที่นั่งอยู่ในเรือจำเป็นต้องช่วยกันออกแรงพายไปในทิศทางเดียวกันอย่างพร้อมเพรียง ในบริบทของคำพังเพยนี้ ได้แบ่งพฤติกรรมของคนออกเป็น 2 จังหวะที่สร้างปัญหา คือ คนโบราณจึงนำกิริยานี้มาใช้เป็นอุปมาถึงคนที่ไม่เพียงแต่จะไร้น้ำใจในการช่วยเหลือผู้อื่นแล้ว ยังชอบทำตัวเป็นภาระ คอยขัดขวาง ติเรือทั้งโกลน หรือสร้างอุปสรรคให้การทำงานกลุ่มต้องหยุดชะงักหรือพังทลายลงครับ ตัวอย่างการใช้คำพังเพย
-

รู้จักคำพังเพยเมื่อพีเนื้อหอม เมื่อผอมเนื้อเหม็น ที่มาและความหมาย
คำพังเพยไทยหมวดหมู่ ม. เมื่อพีเนื้อหอม เมื่อผอมเนื้อเหม็น เมื่อพีเนื้อหอม เมื่อผอมเนื้อเหม็น หมายถึง คำพังเพย “เมื่อพีเนื้อหอม เมื่อผอมเนื้อเหม็น” หมายถึง ยามมั่งมีทรัพย์สินเงินทองหรือมีอำนาจวาสนา ย่อมมีแต่คนอยากเข้ามาห้อมล้อมใกล้ชิดและประจบนิยมชมชอบ แต่เมื่อตกยาก ขัดสน หรือหมดอำนาจลง ผู้คนเหล่านั้นก็พากันรังเกียจและตีตัวออกห่าง เปรียบเสมือนร่างกายที่อ้วนท้วนสมบูรณ์เหมือนอำนาจและทรัพย์สมบัติ (พี) ย่อมดูดีน่าเข้าใกล้ เหมือนมีกลิ่นหอมดึงดูดใจคน แต่หากวันใดร่างกายซูบผอม (ยากจน) ก็เปรียบเหมือนคนที่มีกลิ่นตัวเหม็นที่ใคร ๆ ต่างก็อยากเบือนหน้าหนี กล่าวคือ “เวลารวยมีผู้คนห้อมล้อมประจบประแจง แต่เวลาจนผู้คนกลับพากันหนีหาย” นั่นเอง ที่มาของคำพังเพย มาจากการเปรียบเทียบสภาพความเป็นอยู่ผ่านรูปร่างลักษณะของคน โดยคำว่า “พี” หมายถึง อ้วนท้วนสมบูรณ์ ซึ่งในสมัยก่อนสื่อถึงความมั่งมี กินดีอยู่ดี ส่วนคำว่า “ผอม” สื่อถึงความอดอยาก ยากจนขัดสน คนสมัยก่อนจึงนำลักษณะทางกายภาพที่มองเห็นได้ชัดนี้มาอุปมาถึงสัจธรรมของมนุษย์ ที่มักจะเข้าหาและยกยอปอปั้นคนรวย (เนื้อหอม) แต่กลับแสดงท่าทีรังเกียจหรือทอดทิ้งคนยากจน (เนื้อเหม็น) เพียงเพราะไม่มีผลประโยชน์ให้หยิบฉวย ตัวอย่างการใช้คำพังเพย คำพังเพยที่ความหมายคล้ายกัน
-

รู้จักคำพังเพยไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก ที่มาและความหมาย
คำพังเพยไทยหมวดหมู่ ม. ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก หมายถึง คำพังเพย “ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก” หมายถึง การสั่งสอนหรืออบรมเด็กให้ประพฤติดีนั้นทำได้ง่ายและเห็นผลชัดเจนกว่าการไปพยายามสั่งสอนหรือแก้ไขนิสัยของคนที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว ซึ่งมักจะมีความคิดเป็นของตัวเองหรือมีนิสัยที่แก้ยากจนเกินเยียวยา เปรียบเสมือนการดัดกิ่งไม้ในขณะที่ยังอ่อนและยืดหยุ่น ซึ่งสามารถจัดรูปทรงได้ตามต้องการโดยไม่หัก แต่หากปล่อยไว้จนกิ่งไม้นั้นเติบโตแข็งแรงกระด้างจนกลายเป็นไม้แก่ การจะไปดัดให้โค้งมนตามใจชอบนั้นทำได้ยากยิ่ง หรือหากฝืนดัดก็อาจจะหักไปเสียก่อน กล่าวคือ “การอบรมสั่งสอนเด็กให้ประพฤติดีได้ง่ายกว่าอบรมสั่งสอนผู้ใหญ่” นั่นเอง ที่มาของคำพังเพย มาจากภูมิปัญญาในการสังเกตธรรมชาติและการทำเครื่องจักสานหรือการดัดไม้เพื่อทำไม้ดัดของคนสมัยก่อน โดยการจะนำไม้มาดัดให้เป็นรูปทรงสวยงามตามต้องการนั้น จะต้องเลือกทำตั้งแต่ตอนที่ไม้ยังเป็น “ไม้อ่อน” เนื่องจากเนื้อไม้ยังมีความยืดหยุ่น มีน้ำเลี้ยง และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนรูปทรงได้โดยไม่หักโค่น ซึ่งเปรียบได้กับการอบรมสั่งสอนเด็กในวัยเยาว์ที่เปรียบเสมือนผ้าขาว ยังไม่มีทิฐิหรือนิสัยฝังรากลึก ทำให้พ่อแม่ครูอาจารย์สามารถปลูกฝังคุณธรรมและระเบียบวินัยได้ง่าย ในทางกลับกัน หากปล่อยให้ไม้เติบโตจนกลายเป็น “ไม้แก่” เนื้อไม้จะมีความแข็งกระด้างและเปราะกรอบ เมื่อพยายามจะดัดให้โค้งหรืองอตามใจชอบในภายหลังย่อมทำได้ยากยิ่ง หรือหากฝืนดัดอย่างรุนแรงไม้ก็อาจจะหักสะบั้นลงทันที ซึ่งเปรียบได้กับคนที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว มักจะมีนิสัย ความคิด และความเชื่อที่หล่อหลอมจนกลายเป็นความเคยชินไปตามกาลเวลา เมื่อมีความประพฤติที่ไม่เหมาะสมจึงยากที่จะตักเตือนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้โดยง่าย คำพังเพยนี้จึงถูกหยิบยกมาเพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของการวางรากฐานชีวิตและการขัดเกลานิสัยใจคอตั้งแต่อยู่ในวัยเด็กนั่นเอง ตัวอย่างการใช้คำพังเพย
-

รู้จักคำพังเพยมีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท ที่มาและความหมาย
คำพังเพยไทยหมวดหมู่ ม. มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท หมายถึง คำพังเพย “มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท” หมายถึง การรู้จักอดออมและสะสมเงินทองทีละเล็กทีละน้อย แม้จะเป็นเพียงเงินจำนวนน้อยนิด แต่หากเก็บหอมรอมริบอย่างสม่ำเสมอ ในที่สุดก็จะรวมกันเป็นเงินก้อนใหญ่ที่มีค่าได้ เปรียบเสมือนการเก็บสะสมเหรียญสลึง ซึ่งเป็นหน่วยเงินที่เล็กที่สุดในสมัยก่อน เมื่อสะสมไปเรื่อย ๆ จนครบสี่สลึง ก็จะมีค่าเท่ากับหนึ่งบาท ซึ่งเป็นเงินจำนวนที่มากขึ้น กล่าวคือ “ให้รู้จักเก็บออมเงินทีละเล็กทีละน้อยจนเป็นเงินก้อนใหญ่” นั่นเอง ที่มาของคำพังเพย มาจากบทกลอนของสุนทรภู่ในวรรณคดีเรื่อง “ภาษิตสอนหญิง” ที่ว่าด้วยเรื่องการรู้จักประหยัดอดออมและการใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท โดยเปรียบเปรยถึงเงินสลึงซึ่งเป็นหน่วยเงินที่มีค่าน้อยในสมัยก่อนว่าหากรู้จักเก็บสะสมทีละเล็กทีละน้อยจนบรรจบเป็นหนึ่งบาท ก็จะกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ที่มีค่าและสามารถนำไปใช้สอยในสิ่งที่จำเป็นได้ บทกลอนนี้จึงมุ่งสอนให้คนมีวินัยทางการเงิน รู้จักใช้น้อยเมื่อมีน้อยและค่อย ๆ บรรจงเก็บหอมรอมริบ เพื่อป้องกันไม่ให้ชีวิตต้องประสบกับความยากลำบากในภายหน้า ตัวอย่างการใช้คำพังเพย
-

รู้จักคำพังเพยไม้ร่มนกจับ ไม้ล้มเงาหาย
คำพังเพยไทยหมวดหมู่ ม. ไม้ร่มนกจับ ไม้ล้มเงาหาย ไม้ร่มนกจับ ไม้ล้มเงาหาย หมายถึง คำพังเพย “ไม้ร่มนกจับ ไม้ล้มเงาหาย” หมายถึง คนที่มีอำนาจ วาสนา หรือมีความร่ำรวย ย่อมมีผู้คนรุมล้อมพึ่งพิงอาศัย แต่เมื่อใดที่สิ้นอำนาจ วาสนา หรือตกอับยากจนลง ผู้คนที่เคยแวดล้อมหาผลประโยชน์ก็จะพากันผละหนีหายไป ไม่เหลียวแลเหมือนแต่ก่อน เปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่ที่มีใบหนาทึบให้ร่มเงา ย่อมเป็นที่พักพิงของฝูงนกที่มาอาศัยเกาะนอน แต่เมื่อต้นไม้นั้นถูกโค่นล้มลง ร่มเงาที่เคยมีก็มลายหายไป ทำให้นกทั้งหลายบินหนีไปหาที่พึ่งใหม่ทันที กล่าวคือ “คนที่มีอำนาจวาสนา มีฐานะร่ำรวย มีหน้าที่การงานที่ดีมักจะมีคนมาขอพึ่งพาบารมี ให้ความเคารพ ส่วนผู้ที่ไร้อำนาจบารมีแม้ผู้ที่เคยพึ่งพาอาศัยก็หนีหน้าหาย” นั่นเอง ที่มาของคำพังเพย มาจากการเปรียบเทียบถึงสัจธรรมของอำนาจในวิถีชีวิต โดยเปรียบคนมีวาสนาบารมีเสมือนต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านร่มเย็น ย่อมมีผู้คนรุมล้อมเข้าหาเพื่อพึ่งพิงเหมือนฝูงนกที่มาอาศัยเกาะพัก แต่เมื่อยามสิ้นอำนาจวาสนาก็เปรียบได้กับต้นไม้ที่ถูกโค่นลงจนไร้ร่มเงาให้กำบังแดดฝน ผู้คนที่เคยแวดล้อมเพื่อผลประโยชน์ย่อมพากันตีตัวออกห่างและผละหนีหายไปในทันที การเปรียบเปรยนี้สะท้อนให้เห็นถึงธาตุแท้ของสังคมที่มักยึดถือเอาที่พึ่งพิงและผลประโยชน์เป็นปัจจัยหลักในการเลือกเข้าหาหรือทอดทิ้งใครสักคน ตัวอย่างการใช้คำพังเพย คำพังเพยที่ความหมายคล้ายกัน
-

รู้จักคำพังเพยไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร
คำพังเพยไทยหมวดหมู่ ม. ไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร ไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร หมายถึง คำพังเพย “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร” หมายถึง ความสัมพันธ์ของมนุษย์เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ผลประโยชน์ และเวลา ไม่มีใครเป็นมิตรหรือศัตรูกันตลอดไป วันนี้อาจเป็นมิตรกัน พรุ่งนี้อาจกลายเป็นศัตรูเพราะผลประโยชน์ขัดแย้ง หรือวันนี้เป็นศัตรูกัน วันหน้าอาจร่วมมือกันได้ เพราะโลกแห่งความเป็นจริงเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงและผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่ตั้ง เปรียบเสมือนธรรมชาติของคนที่ขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์และความอยู่รอด ซึ่งเปลี่ยนไปตามสถานการณ์และเวลา ไม่ต่างจากกระแสลมที่พร้อมจะเปลี่ยนทิศทางได้เสมอตามแรงกดดันรอบ กล่าวคือ “ความสัมพันธ์เปลี่ยนแปลงได้เสมอตามผลประโยชน์ที่ได้รับ เมื่อเสียผลประโยชน์เสียการนำ จากมิตรก็กลายเป็นศัตรูได้ และเมื่อได้ประโยชน์ ศัตรูก็กลายเป็นมิตรได้” นั่นเอง ที่มาของคำพังเพย มาจากแนวคิดทางการทูตและการเมืองระดับโลก โดยเฉพาะวาทะของ ลอร์ด พาลเมอร์สตัน อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ที่เน้นย้ำว่าประเทศชาติไม่มีพันธมิตรหรือศัตรูที่ยั่งยืน มีเพียงผลประโยชน์เท่านั้นที่ถาวร ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาการเมืองในตำราพิชัยสงครามโบราณอย่างสามก๊กที่ว่าด้วยการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ตามสถานการณ์เพื่อความอยู่รอด สัจธรรมนี้จึงถูกนำมาใช้เปรียบเปรยถึงความไม่แน่นอนของความสัมพันธ์มนุษย์ที่แปรผันตามผลประโยชน์ที่ได้รับเป็นสำคัญ ตัวอย่างการใช้คำพังเพย
-

รู้จักคำพังเพยไม่รู้จักเสือเอาเรือเข้ามาจอด ไม่รู้จักมอดเอาไม้เข้ามาขวาง
คำพังเพยไทยหมวดหมู่ ม. ไม่รู้จักเสือเอาเรือเข้ามาจอด ไม่รู้จักมอดเอาไม้เข้ามาขวาง ไม่รู้จักเสือเอาเรือเข้ามาจอด ไม่รู้จักมอดเอาไม้เข้ามาขวาง หมายถึง คำพังเพย “ไม่รู้จักเสือเอาเรือเข้ามาจอด ไม่รู้จักมอดเอาไม้เข้ามาขวาง” หมายถึง การทำสิ่งที่ไม่รู้ว่าจะมีภัยอันตรายหรือผลเสียแก่ตนเอง ทั้งที่รู้ว่าสิ่งนั้นมีความเสี่ยง หรือกำลังเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายโดยไม่รู้ตัว เปรียบเสมือนคนที่ไม่รู้ว่าเสือเป็นสัตว์ร้ายก็ปล่อยเรือเข้าไปจอดใกล้ ๆ หรือไม่รู้ว่ามอดกินไม้ก็เอาไม้ไปวางไว้ให้มันกินเล่น เพียงเพราะเราไม่สังเกตหรือไม่รู้จักธรรมชาติของสิ่งนั้นดีพอ กล่าวคือ “การทำอะไรโดยประมาท ขาดความรอบคอบ หรือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จนพาตัวเองเข้าไปติดกับหรือเผชิญกับอันตรายโดยไม่รู้ตัว” นั่นเอง ที่มาของคำพังเพย มาจากการสังเกตภัยใกล้ตัวในวิถีชีวิตสมัยก่อน โดยแบ่งการเปรียบเทียบเป็นสองส่วน การกระทำทั้งสองสิ่งนี้สะท้อนถึง “ความประมาทและความรู้เท่าไม่ถึงการณ์” ที่นำพาตัวเองหรือทรัพย์สินไปเผชิญกับภัยอันตรายโดยไม่ศึกษาบริบทหรือสภาพแวดล้อมให้รอบคอบเสียก่อนครับ ตัวอย่างการใช้คำพังเพย
-

รู้จักคำพังเพยไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้า หมายถึง
คำพังเพยไทยหมวดหมู่ ม. ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้า ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้า หมายถึง คำพังเพย “ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้า” หมายถึง การไม่รู้ที่มาที่ไปหรือหัวนอนปลายตีนของบุคคลนั้น ไม่รู้ว่าพื้นเพครอบครัวเป็นใคร มาจากไหน หรือมีประวัติความเป็นมาอย่างไร มักใช้ในเชิงเตือนสติให้ระวังในการคบหาหรือรับคนแปลกหน้าเข้ามาในบ้าน เพราะยังไม่เห็นเบื้องลึกเบื้องหลังหรือนิสัยใจคอที่แท้จริง เปรียบเสมือนการเผชิญหน้ากับบุคคลที่ไร้ร่องรอยและที่มา เพราะเรามืดแปดด้านไม่เห็นทั้ง “หัวนอน” ที่สะท้อนถึงรากฐานชีวิตว่ามีพื้นเพครอบครัวเป็นใคร และไม่เห็น “ปลายเท้า” ที่บอกเล่าประวัติพฤติกรรมว่าเดินผ่านเส้นทางดีร้ายอย่างไรมาบ้าง เปรียบได้กับการรับสิ่งที่ไม่มีที่ไปที่มาอย่างชัดเจนเข้ามาใกล้ตัว ซึ่งเต็มไปด้วยความเสี่ยงเพราะไม่อาจล่วงรู้ถึงนิสัยใจคอหรือเจตนาที่แท้จริงได้เลย กล่าวคือ “การไม่รู้ความเป็นมาหรือพื้นเพ, ไม่รู้จักบ้านช่อง, ไม่รู้ภูมิหลังของคน ๆ หนึ่ง” นั่นเอง ที่มาของคำพังเพยนี้ มาจากวิถีชีวิตไทยสมัยก่อนที่ให้ความสำคัญกับการรู้แหล่งที่พักอาศัยและพฤติกรรมของบุคคล โดยคำว่า “หัวนอน” เป็นการเปรียบเปรยถึงบ้านช่องห้องหับว่าตั้งอยู่ที่ไหน มีพื้นเพมาจากตระกูลใด เป็นลูกเต้าเหล่าใคร ซึ่งถือเป็นรากฐานของชีวิต ส่วนคำว่า “ปลายเท้า” หรือ “ปลายตีน” นั้นหมายถึง เส้นทางชีวิตที่คนคนนั้นเดินผ่านไป ประวัติพฤติกรรมที่เคยทำมาว่าดีร้ายอย่างไร หรือมีปูมหลังไปทำอะไรไว้ที่ไหนบ้าง คำพังเพยนี้จึงเป็นการเปรียบเปรยถึงการเผชิญหน้ากับคนแปลกหน้าที่เรามืดแปดด้าน ไม่รู้ทั้งที่มาของชีวิตและไม่เห็นประวัติความเป็นมาที่ผ่านมา ทำให้ไม่อาจวางใจในนิสัยใจคอหรือความสุจริตของบุคคลนั้นได้นั่นเอง ตัวอย่างการใช้คำพังเพย
-

รู้จักคำพังเพยไม่เห็นน้ำตัดกระบอก ไม่เห็นกระรอกโก่งหน้าไม้
คำพังเพยไทยหมวดหมู่ ม. ไม่เห็นน้ำตัดกระบอก ไม่เห็นกระรอกโก่งหน้าไม้ ไม่เห็นน้ำตัดกระบอก ไม่เห็นกระรอกโก่งหน้าไม้ หมายถึง คำพังเพย “ไม่เห็นน้ำตัดกระบอก ไม่เห็นกระรอกโก่งหน้า” หมายถึง การทำอะไรที่เร่งรีบจนเกินไป หรือการเตรียมการในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง โดยที่ยังไม่แน่ใจว่าเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เปรียบได้กับการตีตนไปก่อนไข้ หรือการคาดหวังผลลัพธ์ล่วงหน้าทั้งที่ยังไม่มีวี่แวว เปรียบเสมือนการเตรียมภาชนะ (กระบอกไม้ไผ่) ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าจะเจอน้ำไหม หากตัดเตรียมไว้แล้วไม่เจอน้ำ กระบอกนั้นก็เปล่าประโยชน์และเสียเวลาทำ การเตรียมยิง (โก่งหน้าไม้) ทั้งที่ยังไม่เห็นตัวกระรอก หากเตรียมค้างหน้าไม้ไว้นานเกินไปโดยไม่เห็นเป้าหมาย ก็จะทำให้เมื่อยล้าและเสียจังหวะเมื่อเจอเหตุการณ์จริง กล่าวคือ “ด่วนทำไปทั้ง ๆ ที่ยังไม่ถึงเวลาอันควร” นั่นเอง ที่มาของคำพังเพย มาจากวิถีชีวิตการดำรงชีพหรือพรานป่าในป่าของคนสมัยก่อนที่ต้องอาศัยทักษะและการรอจังหวะที่เหมาะสม โดยเปรียบเทียบกับพฤติกรรมของคนที่ “ใจร้อน” หรือ “คาดการณ์ผิดพลาด” ดังนี้ครับ: จึงเป็นคำสอนที่ใช้เตือนสติคนที่ทำอะไรเกินกว่าเหตุ หรือเตรียมตัวในสิ่งที่ยังมองไม่เห็นเค้าลางของความเป็นจริง จนทำให้เสียทรัพยากรและกำลังกายไปโดยไร้ประโยชน์ครับ ตัวอย่างการใช้คำพังเพย
-

รู้จักคำพังเพยมองต่ำเราเหลือ มองเหนือเราขาด ที่มาและความหมาย
คำพังเพยไทยหมวดหมู่ ม. มองต่ำเราเหลือ มองเหนือเราขาด มองต่ำเราเหลือ มองเหนือเราขาด หมายถึง คำพังเพย “มองต่ำเราเหลือ มองเหนือเราขาด” หมายถึง การมีสติและรู้จักพอใจในสิ่งที่มี โดยให้มองดูคนที่ลำบากกว่าเรา (มองต่ำ) เพื่อให้เห็นว่าชีวิตเรายังมีสิ่งดีๆ เหลืออยู่มากมาย และมองดูคนที่สุขสบายกว่าเรา (มองเหนือ) เพื่อให้เห็นว่าเรายังขาดอะไร แต่ไม่ต้องท้อถอย ให้รู้จักขอบคุณที่มี และเรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเองไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นอย่างพอประมาณ ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่สิ้นหวัง เปรียบเสมือนการมองคนที่ด้อยกว่าเราในทุกเรื่อง (มองต่ำ) เพื่อให้เราเห็นคุณค่าในสิ่งที่มีและเติมเต็มกำลังใจให้รู้สึกว่า “เรายังมีเหลือ” ส่วน การมองคนที่เหนือกว่าเราในทุกด้าน (มองเหนือ) เพื่อเตือนใจให้เรารู้จักความพอดี ไม่ให้ความทะเยอทะยานมาทำให้เราต้องรู้สึกว่า “เรายังขาด” อยู่ตลอดเวลา กล่าวคือ “การรู้จักพอใจในสิ่งที่มี เพื่อรักษาใจให้เป็นสุข ไม่ทุกข์ไปกับการเปรียบเทียบ ให้รู้จักมองทั้งคนที่เหนือกว่าเพื่อเป็นบทเรียน และมองคนที่ด้อยกว่าเพื่อเป็นกำลังใจ” นั่นเอง ที่มาของคำพังเพย มาจากหลักคิดทางธรรมและปรัชญาการดำเนินชีวิตแบบทางสายกลาง โดยมีรากฐานสำคัญมาจากคำสอนในทางศาสนา (โดยเฉพาะโอวาทในทางพุทธศาสนาและแนวคิดของปราชญ์ชาวบ้าน) ที่มุ่งเน้นเรื่องการระงับความโลภและการรู้จักประมาณตนเอง ในสมัยก่อน ครูบาอาจารย์หรือผู้ใหญ่มักใช้ประโยคนี้เพื่อสอนลูกหลานให้รู้จัก “บริหารความสุข” ของตัวเอง โดยหยิบยกภาพการเปรียบเทียบตำแหน่งแห่งที่ของคนในสังคมมาเป็นตัวตั้ง เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่า หากใจเราจดจ่ออยู่แต่กับคนที่มีมากกว่า (มองเหนือ)…
