Tag: สำนวนไทย ย.

  • รู้จักสำนวนยุ่งเหมือนยุงตีกัน ที่มาและความหมาย

    รู้จักสำนวนยุ่งเหมือนยุงตีกัน ที่มาและความหมาย

    สำนวนไทยหมวดหมู่ ย. ยุ่งเหมือนยุงตีกัน ยุ่งเหมือนยุงตีกัน หมายถึง สำนวน “ยุ่งเหมือนยุงตีกัน” หมายถึง อาการที่ยุ่งเหยิง สับสนปนเปกันจนแยกไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร หรือใช้เปรียบเปรยกับสถานการณ์ที่มีผู้คนพลุกพล่านเคลื่อนไหวไปมาอย่างสับสนวุ่นวายจนดูไม่รู้เรื่อง เปรียบเสมือนธรรมชาติของยุงถ้ามันชุมมาก ๆ มันจะบินวนเวียนสับสนปนเปกัน ไม่รู้ว่าตัวไหนเป็นตัวไหน กล่าวคือ “สิ่งที่ยุ่งเหยิง, ความสับสนวุ่นวาย, ปนเปกันไปหมด” นั่นเอง ที่มาของสำนวน มาจากภาพการบินของยุงจำนวนมากที่มักจะบินวนเวียนสับสนปนเปกันไปมา โดยเฉพาะเวลาที่ยุงออกหากินหรือรวมตัวกันเป็นฝูง ซึ่งปีกและขาของยุงนั้นมีลักษณะเรียวเล็กและยาว เมื่อพวกมันบินเบียดเสียดกันอย่างรวดเร็วในพื้นที่แคบ ๆ จะดูเหมือนพวกมันกำลังตีกระทบกันจนพันกันนัวเนียไปหมด หรือถ้าหากว่ามันได้รับอันตรายจากกลุ่มควัน หรือสารพิษมันยิ่งจะบินขวักไขว่ชนกันตกลงมาปนเปกันปีกหลุดร่วงลงสู่พื้น ดูสับสนยุ่งเหยิงไม่ทราบว่าชิ้นส่วนนั้นเป็นของตัวไหน ทำให้คนมองไม่สามารถแยกแยะได้ว่ายุงตัวไหนเป็นตัวไหน สำนวนนี้จึงถูกหยิบมาใช้เปรียบเทียบกับเหตุการณ์ที่วุ่นวายจนคุมไม่อยู่ หรือข้าวของที่กองสับสนจนหยิบจับไม่ถูก ตัวอย่างการใช้สำนวน

  • รู้จักสำนวนยุแยงตะแคงรั่ว ที่มาและความหมาย

    รู้จักสำนวนยุแยงตะแคงรั่ว ที่มาและความหมาย

    สำนวนไทยหมวดหมู่ ย. ยุแยงตะแคงรั่ว ยุแยงตะแคงรั่ว หมายถึง สำนวน “ยุแยงตะแคงรั่ว” หมายถึง การพูดยุยง หรือเป่าหู เพื่อให้ผู้อื่นผิดใจกัน แตกความสามัคคีกัน หรือให้สถานการณ์ที่ตึงเครียดอยู่แล้วพังทลายลง เปรียบกับการเห็นภาชนะที่มีรอยรั่วเล็กน้อย แทนที่จะอุดรอยรั่ว กลับไป “ยุแยง” และ “ตะแคง” ให้น้ำไหลออกมาจนหมด สื่อถึงคนที่เห็นความขัดแย้งของคนอื่นเป็นเรื่องสนุก และคอยซ้ำเติมสถานการณ์ให้พังพินาศ กล่าวคือ “การพูดให้ทั้งสองฝ่ายแตกคอกัน” นั่นเอง ที่มาของสำนวน มาจากการใช้คำกริยาที่แสดงถึงพฤติกรรมการบ่อนทำลายอย่างเป็นลำดับขั้นตอน คำว่า “ยุแยง” มาจากคำว่า “ยุ” (การยั่วยุ) และ “แยง” (การทิ่มแทงหรือสอดเข้าไป) สื่อถึงการใช้คำพูดเป่าหู แทรกแซงเข้าไปในความสัมพันธ์ของผู้อื่นเพื่อสร้างรอยร้าว ส่วนคำว่า “ตะแคงรั่ว” เป็นภาพเปรียบเปรยที่น่าสนใจมาก คือการนำภาชนะที่มีรอยรั่วอยู่แล้ว (เช่น หม้อ ไห หรือโอ่ง) มา “ตะแคง” ให้น้ำหรือของข้างในไหลรั่วออกมาจนหมดสิ้น เมื่อนำมารวมกัน “ยุแยงตะแคงรั่ว” จึงเห็นภาพของคนกลุ่มหนึ่งที่ชอบเข้าไปหาเศษหาเลยกับความขัดแย้งของผู้อื่น เมื่อเห็นว่าใครมีรอยร้าวหรือมีเรื่องบาดหมางกันเล็กน้อย (มีรอยรั่ว) ก็จะรีบเข้าไป “ยุ”…

  • รู้จักสำนวนยุให้รําตําให้รั่ว ที่มาและความหมาย

    รู้จักสำนวนยุให้รําตําให้รั่ว ที่มาและความหมาย

    สำนวนไทยหมวดหมู่ ย. ยุให้รําตําให้รั่ว ยุให้รําตําให้รั่ว หมายถึง สำนวน “ยุให้รำตำให้รั่ว” หมายถึง การยุยงส่งเสริมให้คนอื่นแตกแยกกัน, ผิดใจกัน, หรือก่อความวุ่นวาย โดยที่ตัวเองคอยยุแหย่ให้เกิดเรื่อง แต่ไม่ลงมือทำเอง เพื่อให้เกิดผลเสียต่อฝ่ายตรงข้ามอย่างร้ายแรง เปรียบเสมือนการยุให้คนออกตัวแสดงกิริยา (รำ) และการเข้าไปซ้ำเติมรอยร้าว (ตำ) จนทุกอย่างพังเสียหาย กล่าวคือ “การยุให้แตกกัน, ยุให้ผิดใจกัน” นั่นเอง ที่มาของสำนวน มาจากการนำกริยา 2 อย่างที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกันแต่ส่งผลลัพธ์ที่ร้ายแรงพอๆ กันมาเปรียบเทียบครับ ส่วนแรกคือ “ยุให้รำ” เปรียบเหมือนการบอกให้คนที่ไม่เคยรำ ออกไปรำ ทำให้เขาขายหน้า หรือเก้อเขิน ส่วนที่สองคือ “ตำให้รั่ว” เปรียบกับการตำน้ำพริกหรือตำของในครก หากตำด้วยความแรงและมุ่งร้ายจนเกินไป ก็อาจทำให้ก้นครกทะลุหรือรั่วได้ ซึ่งความหมายแฝงคือการเข้าไปตอกย้ำหรือซ้ำเติมรอยร้าวที่มีอยู่แล้วให้กว้างขึ้นจนเสียหายอย่างหนักจนซ่อมไม่ได้ เมื่อนำมารวมกัน “ยุให้รำตำให้รั่ว” จึงหมายถึงคนที่ชอบเข้าไปเป่าหูฝ่ายหนึ่ง (ยุให้รำ) และในขณะเดียวกันก็เข้าไปซ้ำเติมอีกฝ่ายหนึ่ง (ตำให้รั่ว) เพื่อให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่พังทลายลง ซึ่งมักทำเพื่อความสะใจหรือหวังผลประโยชน์จากการที่คนเหล่านั้นทะเลาะกันครับ ตัวอย่างการใช้สำนวน สำนวนที่ความหมายคล้ายกัน

  • รู้จักสำนวนย้อมแมวขาย ที่มาและความหมาย

    รู้จักสำนวนย้อมแมวขาย ที่มาและความหมาย

    สำนวนไทยหมวดหมู่ ย. ย้อมแมวขาย ย้อมแมวขาย หมายถึง สำนวน “ย้อมแมวขาย” หมายถึง การนำของที่มีคุณภาพต่ำ ของที่มีตำหนิ หรือของเก่า มาปรับปรุงตกแต่งภายนอกให้ดูดี ดูเหมือนของใหม่หรือของมีคุณภาพสูง เพื่อนำไปหลอกขายในราคาที่แพงกว่าความเป็นจริง เปรียบเสมือนการเอาแมวบ้านธรรมดามาทาสีทับให้ดูเหมือนแมวพันธุ์หายาก พอสีหลุดออกความจริงก็ปรากฏว่าคนซื้อถูกหลอก กล่าวคือ “การตกแต่งคนหรือของที่ไม่ดีโดยมีเจตนาจะหลอกลวงให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าดี” นั่นเอง ที่มาของสำนวน มาจากวัฒนธรรมการเลี้ยงแมวของคนไทยในสมัยโบราณ ซึ่งมีความเชื่อกันอย่างแพร่หลายว่าแมวที่มีลักษณะดีหรือมีสีขนที่เป็นมงคลจะนำโชคลาภและสิริมงคลมาสู่ผู้เลี้ยง ด้วยเหตุนี้คนสมัยก่อนจึงพิถีพิถันในการดูแลแมวเป็นอย่างมาก มีการอาบน้ำทำความสะอาดและบำรุงขนด้วยการประทินผิวด้วย “ขมิ้น” หรือนำขมิ้นไปผสมกับ “ปูนแดง” เพื่อให้ขนของแมวมีสีสันที่นวลตาสวยงามและดูมีสุขภาพดี ทว่าในแวดวงการค้าขายแมวสมัยนั้น เมื่อแมวที่มีลักษณะมงคลตามตำราหาได้ยากและมีราคาสูง จึงมีกลุ่มพ่อค้าที่ขาดความซื่อสัตย์คิดอุบายสกปรกขึ้นมา โดยการนำแมวบ้านธรรมดาที่มีลักษณะทั่วไปมาทำการ “ย้อมสีขน” ด้วยขมิ้นหรือสมุนไพรต่าง ๆ เพื่อตบตาให้ดูเหมือนเป็นแมวที่มีลักษณะพิเศษหรือมีสีมงคลตามที่ตลาดต้องการ แล้วนำไปหลอกขายให้กับผู้ที่ดูไม่ออกในราคามหาศาล กลโกงนี้สะท้อนอยู่ในโคลงสุภาษิตโบราณที่จารึกไว้ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ไว้ว่า: “จับแมวมาลูบล้าง สอดศรี ขายส่งแสนอัปรี ชั่วช้า เปนคนคิดเอาดี โดยร่อน ร่อนเฮย ขายอื่นบคิดค้า คิดย้อมแมวขาย ฯ” โคลงสุภาษิตนี้ตำหนิพฤติกรรมของคนจำพวกนี้ว่าเป็นการกระทำที่ “อัปรีและชั่วช้า” เพราะเป็นความคิดที่มุ่งแต่จะหาผลประโยชน์บนความเดือดร้อนของผู้อื่นโดยไร้ซึ่งจรรยาบรรณในการค้าขาย สำนวนนี้จึงถูกใช้เปรียบเปรยถึงการนำของที่มีคุณภาพต่ำหรือมีตำหนิมาตกแต่งภายนอกให้ดูสวยงามหลอกตา…

  • รู้จักสำนวนยื่นหมูยื่นแมว ที่มาและความหมาย

    รู้จักสำนวนยื่นหมูยื่นแมว ที่มาและความหมาย

    สำนวนไทยหมวดหมู่ ย. ยื่นหมูยื่นแมว ยื่นหมูยื่นแมว หมายถึง สำนวน “ยื่นหมูยื่นแมว” หมายถึง การแลกเปลี่ยนสิ่งของหรือผลประโยชน์ระหว่างกันโดยต่างฝ่ายต่างต้องส่งมอบให้แก่อีกฝ่ายในเวลาเดียวกัน เพื่อความยุติธรรมและป้องกันการโกง เปรียบเสมือนการตกลงส่งมอบของในมือให้อีกฝ่ายพร้อม ๆ กัน ฝ่ายหนึ่งส่งหมู อีกฝ่ายส่งแมว เป็นการทำสัญญาที่โปร่งใสและยุติธรรมที่สุด กล่าวคือ “การแลกกันโดยต่างฝ่ายต่างให้และรับในเวลาเดียวกัน” นั่นเอง ที่มาของสำนวน มาจากการเปรียบเปรยการซื้อขายหรือการแลกเปลี่ยนสินค้าในสมัยก่อนที่ยังไม่มีระบบโอนเงินหรือเครดิตเหมือนปัจจุบัน โดยสมมติว่าฝ่ายหนึ่งมี “หมู” และอีกฝ่ายมี “แมว” (หรือสัตว์ชนิดอื่นที่มีมูลค่าแลกกันได้) หัวใจสำคัญอยู่ที่คำว่า “ยื่น” ซึ่งหมายถึงการส่งมอบให้เห็นกับตา หากต่างฝ่ายต่างบอกว่าจะให้แต่ไม่ยอมส่งของให้อีกฝ่ายก่อน ก็จะเกิดความระแวงว่าถ้าเราให้ไปแล้วเขาจะไม่ให้กลับ จึงเกิดข้อตกลงที่ว่าต้อง “ยื่น” ออกมาพร้อมกัน ฝ่ายหนึ่งยื่นหมูไป อีกฝ่ายก็ต้องยื่นแมวมาในจังหวะเดียวกัน เพื่อให้แน่ใจว่าทั้งคู่ได้รับของตามที่ตกลงไว้จริง ๆ สำนวนนี้จึงสะท้อนถึงความตรงไปตรงมาและการรักษาสัญญาแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน ตัวอย่างการใช้สำนวน สำนวนที่ความหมายคล้ายกัน

  • รู้จักสำนวนยื่นแก้วให้วานร ที่มาและความหมาย

    รู้จักสำนวนยื่นแก้วให้วานร ที่มาและความหมาย

    สำนวนไทยหมวดหมู่ ย. ยื่นแก้วให้วานร ยื่นแก้วให้วานร หมายถึง สำนวน “ยื่นแก้วให้วานร” หมายถึง การมอบของที่มีค่าหรือสิ่งที่มีประโยชน์ให้กับคนที่ไม่รู้จักคุณค่าของสิ่งนั้น ซึ่งนอกจากเขาจะเอาไปใช้ประโยชน์ไม่ได้แล้ว ยังอาจทำลายหรือทิ้งขว้างสิ่งนั้นอย่างไม่ใยดีด้วย เปรียบเสมือนการมอบแก้วแหวนเงินทองที่สวยงามล้ำค่าให้แก่ลิง ซึ่งมันไม่รู้ว่าของเหล่านั้นมีราคาหรือมีความหมายอย่างไร สุดท้ายก็ทิ้งขว้างหรือเอาไปทำพังเพราะไม่รู้จักวิธีใช้ให้เกิดประโยชน์ กล่าวคือ “การเอาของมีค่าให้คนที่ไม่รู้ค่าของสิ่งนั้น” นั่นเอง ที่มาของสำนวน มาจากการเปรียบเปรยพฤติกรรมระหว่างสัตว์กับวัตถุล้ำค่า โดยคำว่า “แก้ว” ในบริบทโบราณนั้นหมายถึง แก้วแหวนเงินทอง รัตนชาติ หรือของมีค่าที่หายากและเป็นที่ปรารถนาของมนุษย์ ส่วน “วานร” หรือลิงนั้น เป็นสัตว์ที่ฉลาดในทางซุกซนแต่ขาดสติปัญญาในการแยกแยะมูลค่าทางวัตถุหรือคุณค่าทางจิตใจ ลิงจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่ตอบสนองสัญชาตญาณพื้นฐานอย่างการกินหรือการเล่นเท่านั้น เมื่อเรายื่นแก้วแหวนเงินทองที่สวยงามและมีราคามหาศาลให้กับลิง ลิงจะรับไปมองดูด้วยความสงสัยเพียงชั่วครู่ แต่พอสิ่งนั้นไม่ใช่ของกินและไม่สามารถสร้างความสนุกตามสัญชาตญาณของมันได้ ลิงก็จะปฏิบัติกับแก้วล้ำค่านั้นไม่ต่างจากก้อนหินหรือกิ่งไม้ มันอาจจะเอาไปขว้างเล่น เอาไปทุบจนแตก หรือทิ้งขว้างลงดินอย่างไม่แยแส ความล้ำค่าของวัตถุจึงสูญหายไปทันทีเมื่ออยู่ในมือของผู้ที่ไม่เข้าใจความหมายของมัน สำนวนนี้จึงถูกนำมาใช้เปรียบเปรยถึงการมอบสิ่งของ โอกาส หรือความปรารถนาดีให้กับคนที่ไม่เห็นคุณค่า ซึ่งนอกจากจะเสียของไปโดยเปล่าประโยชน์แล้ว ยังอาจสร้างความเสียหายให้กับสิ่งที่มีค่านั้นอีกด้วย ตัวอย่างการใช้สำนวน สำนวนที่ความหมายคล้ายกัน

  • รู้จักสำนวนยกตนข่มท่าน ที่มาและความหมาย

    รู้จักสำนวนยกตนข่มท่าน ที่มาและความหมาย

    สำนวนไทยหมวดหมู่ ย. ยกตนข่มท่าน ยกตนข่มท่าน หมายถึง สำนวน “ยกตนข่มท่าน” หมายถึง การพูดจายกย่องสรรเสริญตัวเอง หรืออวดอ้างความสามารถของตน พร้อมกับพูดจาทับถมหรือดูถูกผู้อื่น เพื่อให้ตนเองดูเหนือกว่าหรือดูเด่นกว่า เปรียบเสมือนการพยายามสร้างฐานให้ตัวเองดูสูงส่ง โดยการหยิบยกเอาความดีความชอบหรือความสำเร็จของตนมาโอ้อวด พร้อมกับจงใจเหยียบย่ำหรือกดผู้อื่นให้ดูต่ำต้อยลง เพื่อให้ตัวเองดูโดดเด่นและเหนือกว่าอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะด้วยคำพูด กิริยาท่าทาง หรือสถานะทางสังคม กล่าวคือ “การพูดทับถมผู้อื่นแสดงให้เห็นว่าตัวเหนือกว่า, พูดยกตัวเอง และข่มคนอื่นให้ด้อยลง” นั่นเอง ที่มาของสำนวน มาจากการเปรียบเปรยถึงพฤติกรรมของคนที่ต้องการสร้าง “ความสูง” ให้กับตัวเอง โดยไม่ใช่แค่การยืนบนที่สูง (ยกตน) แต่ต้องพยายามเหยียบคนอื่นลงไปให้ต่ำกว่า (ข่มท่าน) เพื่อให้เห็นความต่างของระดับชัดเจนขึ้น มักใช้เรียกคนที่มีนิสัยเย่อหยิ่ง จองหอง หรือขาดความอ่อนน้อมถ่อมตน ตัวอย่างการใช้สำนวน สำนวนที่ความหมายคล้ายกัน

  • รู้จักสำนวนยกเมฆ ที่มาและความหมาย

    รู้จักสำนวนยกเมฆ ที่มาและความหมาย

    สำนวนไทยหมวดหมู่ ย. ยกภูเขาออกจากอก ยกเมฆ หมายถึง สำนวน “ยกเมฆ” หมายถึง การกุเรื่องขึ้นมาเอง, การนึกเดาเอาเองโดยไม่มีหลักฐาน หรือการสร้างเรื่องโกหกเพื่อให้คนอื่นหลงเชื่อ เปรียบเสมือนการนั่งมองก้อนเมฆบนท้องฟ้าแล้วจินตนาการไปเองว่าเป็นรูปทรงต่างๆ ตามใจชอบ ทั้งที่ก้อนเมฆนั้นไม่มีรูปร่างที่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา กล่าวคือ “กุเรื่องขึ้น, คาดเอา, เดาเอาเอง” นั่นเอง ที่มาของสำนวน มาจากวิชาโหราศาสตร์และตำราพิชัยสงครามในสมัยก่อน หมอดูหรือผู้ทำพิธีจะสังเกตลักษณะการเคลื่อนตัวและรูปร่างของก้อนเมฆเพื่อทำนายทายทักโชคลาภหรือเหตุการณ์ล่วงหน้า (เรียกว่าการ “ยก” เอาลักษณะเมฆมาตีความ) แล้วถือเอาเป็นนิมิตทำนายว่าดี หรือร้ายเช่น ถ้าเห็นเมฆเป็นรูปคนหัวขาด หรือแขนขาขาด เป็นนิมิตไม่ดี ไม่ควรยกทัพ ต่อมาจึงนำมาเปรียบเปรยถึงคนที่พูดจาเลื่อนลอยไม่มีที่มาที่ไป เหมือนคนที่นั่งมองท้องฟ้าแล้วจินตนาการเอาเองว่าเมฆเป็นรูปนั้นรูปนี้ตามใจชอบ เพื่อหลอกล่อให้คนอื่นเชื่อตามเรื่องที่ตนสร้างขึ้นครับ ตัวอย่างการใช้สำนวน